| ความเชื่อมั่นในเครื่องมือ ขึ้นอยู่กับว่าคุณทดสอบสารท ี่ไม่ระเบิดจริง หรือไปใช้ในพื้นที่ ที่พลาด เท่ากับเจ็บ ตาย ผลกระทบ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนถูกชี้ โดนจับ ซ้อม-ทรมาน กักตัว หรือเป็นคนที่ได้ดิบได้ดีจากการชี้ ประโยชน์ ขึ้นอยู่กับความอยากได้ และผลประโยชน์ ถูกแปลเป็นความต้องการของชาติ เอาจุดยืนของคนไม่กี่คน ที่ไม่ได้รับผลกระทบ จากการใช้เครื่องมือ มาตัดสินอนาคตว่าจะใช้หรือไม่ใช้ต่อ ได้ผลหรือไม่ เป็นเรื่องน่าเศร้า การเรียกร้องการตรวสอบด้วยการแกะเครื่อง ไม่น่าจะได้รับการยอมรับจากผู้มีอำนาจ เพราะรู้อยู่เเล้วว่าจะเจอความกลวง ช่วยย้ำความหน้าเเหกของทหารชั้นผู้บังคับบัญชา ซึ่งดูตลกในสายตาทหารชั้นผู้น้อย ประชาชน และผู้ต้องการเเบ่งเเยกดินแดน ความเสียหน้าของปัจเจกชน กลายเป็นความเสียหน้าของรัฐ แทนที่จะยอมรับเเละหาทางเเก้ไข เขาเลือกจะรักษาหน้า (ตามความคิดของตนเอง ที่ว่า การปฏิเสธ การไม่เเงะ คือทางรักษาหน้า)เพราะฉะนั้น เขาเลยคิดว่า เอางี้ ดริฟต์ไฟแลบต่อไป ระบบการ ใช้เครื่องตรวจ GT200 เเละอื่นๆ ในพื้นที่กำลังถูกตั้งคำถาม เเละทดสอบจากมือวางระเบิด อีกไม่นานเราก็จะรู้ว่า ถ้าไม่ยอมให้แกะ จะต้องวัดประสิทธิภาพของเครื่องมือด้วยจำนวนครั้งของระเบิด เเละจำนวนศพ ซึ่งผู้ที่สนับสนุนการใช้ GT200 ไม่ได้มีส่วนได้รับผลกระทบใดๆ มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะ พวกเขาได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมความ "มั่นคง" ที่สร้างเเละร่ำรวยจากความ "ไม่มั่นคง "นานัปการ เช่น การก่อการร้าย สงคราม ไปจนถึงการขัดผลประโยชน์ด้านทรัพยากร ความรู้ที่กลั่นมาเป็นเครื่อง GT200 จึงไม่ใช่ความรู้ที่เอามารับใช้ชาวบ้านให้นอนหลับสบาย ปลอดภัยจากการถูกคุกคามมาตั้งเเต่เเรก จุดยืนของเครื่องมือเหล่านี้ ก็คือหากกินกับความหวัง ที่จะสถาปนา เเละป้องกันสถานะของสถาบันที่มีอำนาจ ให้ธำรงอยู่ต่อไป ในสังคมที่ลืมง่าย คงไม่มีใครจดบันทึกว่ามีกี่คดีที่สุดท้ายถูกสั่งปล่อยตัว มีกี่ครั้งที่เครื่องตรวจให้ผลผิด เเละเกิดระเบิด มีกี่ครั้งที่ประสบการณ์ของทหารที่ใช้ถูกละเลย ไม่ว่าพวกเขาจะอยากใช้ หรือไม่อยากใช้ จะคิดว่าได้ผลหรือไม่ ส่วนประสบการณ์ของประชาชนที่ถูก "ชี้" ผิดๆ ถูกๆ นั้น ยิ่งยากที่จะนำเสนอ ในบรรยากาศอำนาจนิยมเช่นนี้ ปัญหาเรื่อง GT200 คืออีกยอดภูเขาใต้นำ ที่สะท้อนลัทธิอำนาจนิยม ที่ผู้มีอำนาจสามารถบิดเบือนอะไรก็ได้ให้เป็นความชอบธรรมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้จะมีคนรู้ทัน แต่คนที่รู้ทัน ก็ไม่สามารถเเทรกเเซงการตัดสินของอำนาจเเละผลประโยชน์ได้ เพราะกระบวนการรักษาอำนาจเหนือผู้อื่น ย่อมพยายามรักษาอำนาจการชี้นำความเห็น ผ่านการตอกย้ำ ยืนยันของ "ผู้เชี่ยวชาญ" ในสังคม ความรู้ไม่เคยเป็นกลาง ความรู้ที่รับใช้อำนาจ ยิ่งไม่เคยเป็นกลาง และเป็นจริง สำหรับคนที่อยู่นอกขอบ ตกขอบ หรือชายของรัศมีอำนาจ การต่อสู้เรื่อง GT200 จึงไม่ใช่เเค่เรื่องเครื่องมือนี้ใช้ได้หรือไม่ เเต่อยู่ที่ว่าใคร ควรจะเป็นผู้บอกว่าเครื่องมือนี้ใช้ได้ หรือไม่ ควรใช้ หรือไม่ หลักหมายที่สำคัญก็คือการเรียกร้องให้ตรวจสอบ มาจาก คน "ธรรมดา" ที่มีความรู้ เเต่อยู่ขอบๆการครอบงำของอำนาจ ทำแย่างไรที่จะให้กระบวนการนี้เติบโต โดยไม่ถูดตัดทอน หรือลดความน่าเชื่อถือ ระหว่างที่ผู้มีผลประโยชน์จากการใช้ เเละซื้อ GT200 ที่พยายามสร้างความน่าเชื่อถือ เเละสถาปนาการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งมาตรการท้ายสุดอาจใช้การลดความเชื่อถือ หรือป้ายสีคนที่ออกมาตรวจสอบ (อาจจะว่าถึงเรื่องสีเลยทีเดียว) จากเรื่อง GT200 สังคมไทยที่โฆษณาเรื่อง "ความรู้" คงต้องทบทวนว่าเราจะมีพื้นที่ให้ความรู้แบบไหนบ้าง ถ้ารู้ได้เเค่เเบบเดียว แบบที่สอดคล้องกับการหยั่งรากของอำนาจ งานนี้คงต้องบอกลา Knowledge based security. |
| 1984: ภาษาใหม่ ส่วนหนึ่งของ 1984 โดย จอร์จ ออร์แวล ที่ ไม่ได้มีในฉบับแปลภาษาไทย คือภาคผนวกว่าด้วย "Newspeak" หรือ "ภาษาใหม่" ซึ่งเป็นบทสั้นๆ ว่าด้วย คำศัพท์เเละไวยากรณ์ ของ Oceania ซึ่งมี จุดเด่นดังนี้ คือ จำนวนคำศัพท์ที่ลดลง และมีความซับซ้อนน้อยลงทุกปีๆ ศัพท์ที่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) จะน้อยลงและซับซ้อนน้อยลงมาก เช่น ไม่มีคำว่า "bad" แต่ใช้ ungood แทน ระดับและความหลากหลายของคำ ก็เเทบจะไม่มีเลย คุณศัพท์ขั้นกว่า แต่ใช้ plus/doubleplus เติมไปข้างหน้า (plus/doubleplus good) วงศัพท์เหลือเพียงเเต่คำศัพท์ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต แต่ไม่เป็นประโยชน์ ในการสร้างความ งอกงามทางความคิด การวิพากษ์วิจารณ์ และการสร้างสรรค์ภาษา สะท้อนให้เห็นการครอบงำ ทางความคิด เเละจำกัดโอกาสการคิดซับซ้อนด้วยการลดโอกาสในการใช้ภาษาซับซ้อน นอกจากนั้น ยังทำคนที่รู้จักแต่ newspeak ขาดวงศัพท์ที่จะขัดแย้งเเละเห็นต่างจากระบอบของพี่เบิ้ม ความคิดที่ถูกบ่มเพาะมาในระบบนี้ จึงเป็นความคิดที่ ถูกจำกัดอยู่ในระบบ "ขาว-ดำ" ขั้วตรงข้ามอย่างสุดโต่ง เพราะคำคุณศัพท์ "กลางๆ" และมีระดับหลากหลายระหว่าง "good" กับ "ungood" good <-----------------------------------> ungood ในขณะเดียวกัน คนที่อยู่ในสังคม ที่ได้รับการอบรมบ่มสอน เเละ บังคับให้ใช้ภาษา newspeak เอง ก็จะค่อยๆ "ลืม" และสูญเสียความสามารถที่จะใช้ความคิดที่ซับซ้อนไปด้วย เมื่อภาษาที่อธิบายความ คิดซับซ้อนหายไป การเผยเเพร่ภาษา "ใหม่" ก็เป็นการนำเเนวคิดใหม่ขึ้นมา เช่นเดียวกัน ใน 1984 ศัพท์ใหม่ๆ หลายคำ ได้รับการประดิษฐ์ เพื่อบิดเบือนความหมาย และหน้าที่ที่แท้จริง เช่นชื่อกระทรวงต่างๆ กระทรวงที่มีชื่อว่า "Minipax" หรือกระทรวงสันติภาพ ทำหน้าที่จัดการสันติภาพโดยทำสงคราม "streamer" ซึ่งเป็นคำที่ดูไร้พิษสง คือศัพท์ใหม่ที่ใช้แทนจรวดเพื่อการสงครามและทำลายล้าง การโฆษณาชวนเชื่อเเละเปลี่ยนภาษาอย่างต่อเนื่อง คือหนึ่งในกลไก สำคัญที่ใช้จัดการ กับทั้งสมาชิกพรรค ชั้นใน ชั้นนอก โดยเฉพาะบรรดา "prole" หรือ ชนชั้นกรรมาชีพทั้งหลาย นอกจาก การถูกมอมเมาด้วยภาษา การทำงาน สิ่งบันเทิงไร้สาระที่รัฐยินดีจัดให้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือโป๊ รายการบันเทิง วรรณกรรมปลอมๆ ที่รัฐจัดสรรให้ เพื่อให้คนเหล่านี้ลืมคิด ลืมตั้งคำถาม กับกระบวน การทอนคำศัพท์ ความรู้ และจัดการความจริงที่สมาชิก พรรคมีหน้าที่จัดการอย่างต่อเนื่อง เป็นที่น่า สังเกตว่า ในบ้านของ prole ไม่มีการสอดส่องด้วย โทรทัศน์สองทางเช่นเดียวกับของสมาชิกพรรค เพราะ prole ถูกทำให้เชื่อว่าการบริโภคหนัง(สือ) โป๊ แบบหลบๆ ซ่อนๆ หรือ ความบันเทิงต้องห้าม เป็นความ ท้าทาย หรือ อาชญกรรมต่อรัฐ (ซึ่งอาจทำโดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัว) อย่างหนึ่งที่พวกเขา พอจะทำได้ ในเมื่อรัฐ สนับสนุนการผสมเทียม และการมีเพศสัมพันธ์เพื่อผลิตผลเมืองของรัฐ มากก่าการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อ ความพึงพอใจ ในขณะเดียวกันรัฐอยู่เบื้องหลังผู้พิมพ์หนังสือเหล่านั้นมาขายพวก prole เอง เพื่อมอมเมา มิให้ประชาชนมีเวลาคิด ตั้งคำถามกับ ความเป็นอยู่ของตนเอง สื่อที่รัฐจัดทำขึ้นเเทบทุกชนิดที่พวก prole เข้าถึงได้ ล้วนใช้ภาษา newspeak ส่วนชนชั้นขอบนอกของพรรคอย่าง วินสตัน อาจ “ได้รับ มอบหมาย” ให้เข้าถึงเอกสารที่เขียนด้วยภาษาดั้งเดิม (oldspeak) เพื่อการดัดแปลง แก้ไข ให้รองรับอุดมการณ์ใหม่ของรัฐ ก่อนที่จะดำเนินการเผยเเพร่สู่สาธารณะต่อไป Doublethink "To know and not to know, to be conscious of complete truthfulness while telling carefully constructed lies, to hold simultaneously two opinions which cancelled out, knowing them to be contradictory and believing in both of them, to use logic against logic, to repudiate morality while laying claim to it, to believe that democracy was impossible and that the Party was the guardian of democracy, to forget whatever it was necessary to forget, then to draw it back into memory again at the moment when it was needed, and then promptly to forget it again: and above all, to apply the same process to the process itself. That was the ultimate subtlety: consciously to induce unconsciousness, and then, once again, to become unconscious of the act of hypnosis you had just performed. Even to understand the word 'doublethink' involved the use of doublethink.' Doublethink น่าจะเป็นคำศัพท์ที่ใช้อธิบายความคิดย้อนแย้ง หักล้างกันเอง ที่ไม่น่าจะเป็น ไปได้อย่างที่สุด แต่ก็เป็นไปได้เพราะอำนาจการกรอกหู โฆษณาชวนเชื่อซ้ำๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ในสังคมไทยเมื่อไม่นานมานี้ คือ ความเชื่อที่ว่ารัฐประหาร ซึ่งเป็นการทำลายประชาธิปไตย และ ระบบนิติรัฐ จะนำมาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ (กว่า) ซึ่งภายหลัง ได้มี “ผู้นำทางความคิด” ออกมาชี้แจงนิยามศัพท์ใหม่ว่าประชาธิปไตย ไม่ใช่แค่การ เลือกตั้ง แต่ต้องมีคุณสมบัติต่างๆ เช่น คุณธรรม จริยธรรม การมีส่วนร่วม ฯลฯ ดังนั้น การที่คนบางคนได้รับเลือกตั้ง แต่ไม่มีคุณธรรม ย่อมพอเป็นเหตุฟังขึ้นว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นต้น ที่จริงเเล้ว ความคิดแบบนี้อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน ความเชื่อว่าในความเป็นไทย มีหลายๆ อย่าง ที่ทำให้ประเทศไม่ก้าวหน้า แต่เราก็ยังชื่นชมและใช้ความเป็นไทย ในฐานะลักษณะพิเศษที่จะให้ ประเทศไทย เป็นซุปเปอร์แมนไฮบริด (hybrid) เพราะระบอบอุปภัมถ์ ลัทธิอาวุโสนิยม ความพอเพียง ความสามัคคี ซ่ึงอีกนัยยะหนึ่งแปลว่าถ้าเห็นต่างอย่าส่งเสียงดัง และบรรดาภูมิปัญญาไทย ที่เป็นข้อ ยกเว้น มิให้ต้องคิดถึงเรื่องความเท่าเทียม สิทธิ และกติกาพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย แต่หลายคน ก็เต็มใจเชื่อว่า ทำตามภูมิปัญญาไทย ที่ไม่เน้นความเท่าเทียม และสิทธิ อย่าง “ตะวันตก” แล้วเราจะก้าวหน้าไปไกลในด้านประชาธิปไตย แบบไทยๆ ภาษาใหม่ คิดใหม่ แบบไทยๆ ที่จริงรัฐไทยหรือรัฐไหนๆ ก็ ประดิษฐ์ภาษาใหม่ออกมาตลอดเวลา ตั้งเเต่ “รากหญ้า” “ประชานิยม” หรือ “รัฐสวัสดิการ” แล้วเเต่จะคิด จนสู่ยุคสมัยที่ความเข้มข้นในการประดิษฐ์ภาษาใหม่ กลับมาอีกครั้งหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ที่เริ่มมีคำ เเละแนวคิดอย่าง “หมิ่นเหม่” แทน “หมิ่นฯ” เกิดการใช้คำครอบคลุมความหมายกว้างๆ อย่าง “สถาบัน” “ความมั่นคง” โดยที่แท้จริง ประชาชน มิอาจรู้ได้ว่าในคำเหล่านี้ ที่ดูเหมือนจะอยู่คู่สังคมไทยมานาน ปัจจุบัน มีความหมายอย่างไร ต่างคนก็ต่างคาดเดาไปต่างๆ นานา ในงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา นายเนวิน ชิดชอบ ประธานจัดงาน กล่าวว่า “งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในการปกป้อง สถาบัน” (เน้นข้อความโดยผู้เขียน) (เนชั่นสุดสัปดาห์ “ใต้แสงพระบารมี” 11 ธันวาคม 2552, หน้า 27) เป็นตัวอย่างการใช้คำว่า “สถาบัน” ด้วยภาษาใหม่ ที่เพิ่งเกิดในสมัยก่อนการรัฐประหาร นั่นคือ มิได้มีความหมายเจาะจง เหมือนภาษากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แต่ครอบคลุม ทุกสถานการณ์ ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นด้วย ในขณะเดียวกัน ไม่มีการกำหนด นิยามอย่างชัดเจนว่า เเม้จริงเเล้ว “สถาบัน” คืออะไร คำว่าปกป้องสถาบันจึงกลายเป็นความคลุมเครือ เหมือนชื่อกระทรวงสักกระทรวงหนึ่งใน 1984 เช่น minitrue ตามภาษา newspeak ซึ่งทั้งทอนชื่อ เเละบิดเบือนความหมาย อย่างกลับดำเป็นขาว คือกระทรวงมีหน้าที่ตรงข้ามกับชื่อ ministry of truth หากพิจารณาตามภาษาเก่า เช่นเดียวกับการตั้งข้อสงสัยว่า “ความมั่นคง” หรือ “รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง” แท้จริงเเล้วมีหน้าที่รักษาความมั่นคงของพรรค (พวก) ตน หรือความมั่นคงของใคร แน่นอนว่า พลเมืองหลายคน ก็เลือกที่จะไม่ตั้งคำถาม เมื่อรองนายกด้านความมั่นคงประกาศ เฝ้าระวังภัยช่วงปีใหม่ ในวงเล็บว่าโดยเฉพาะช่วงใกล้การชุมนุมของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง คำว่า “หมิ่นสถาบัน” คดีหลายคดีที่มีการฟ้องร้องอยู่ เช่น ไม่ยืนขณะมีเพลงสรรญเสริญ พระบารมี หรือการกล่าวถึงในเวที เอกสารวิชาการ แสดงให้เห็นการลดทอนวงศัพท์จากความ ไม่เหมาะสม ไม่สุภาพ หรือไม่พึงประสงค์ แต่ไม่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามกฎหมาย เหลือเพียง ขั้วตรงข้าม ระหว่าง หมิ่นสถาบัน-ไม่หมิ่นสถาบัน เท่านั้น และดูเหมือนการสร้างกระเเสกดดัน และบรรทัดฐานทางสังคมแบบ ขาว-ดำ เรื่องการหมิ่นสถาบันก็มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายเสียด้วย “แดง” เป็นศัพท์ใหม่ยอดนิยม ที่ทั้งฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า “แดง” เเละฝ่ายต่อต้าน ไม่เอาด้วย ต่างพากันเเข่งยัดเยียด เเละประโคมความหมายใหม่เข้าไปในศัพท์นี้ ตัวอย่างของ doublethink เท่าที่ผู้เขียนนึกได้ ในช่วงนี้ก็คือ ความพยายามอย่างยิ่งยวด ของรัฐบาลในการสร้าง “ไทยเข้มเเข็ง” ทั้งๆ ที่ คงจะเข้มเเข็งไม่ได้ เนื่องจากเงินก็ไปกู้เขามา ต้องใช้ดอกเบี้ยมหาศาล แถมยังมีข่าวคอร์รัปชั่น โกงกิน ทุกระดับตามมาเป็นระลอกๆ อย่างนี้จะเข้มเเข็งได้อย่างไร คงต้องวัดความสามารถพี่มาร์ค กับพี่เบิ้มเเล้วว่าใครจะโฆษณาชวนให้เชื่อเก่งกว่ากัน
|
| ส่อเค้าสื่อนอกกระเเส ไม่ได้อยู่ในสายตาของชนชั้น (ชี้) นำในสังคมไทยท่ามกลางสัญญาณอินเตอร์เนตกระท่อนกระเเท่น อ่านข่ามนี้ด้วยความเซ็ง จะเป็นเพราะสื่อรวบข่าวหรือเปล่าก็ไม่ทราบ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258980258&grpid=&ca...ไม่ได้เขียนยกยอ หรือเชิดชู "สื่อใหม่" "สื่อทางเลือก" ในฐานะทางออก หรือพระเอกภาค "ประชาชน" ที่จะเข้ามาเยียวยาวงการส่ือ หรือตัดสินว่าของใหม่ดีกว่าของเก่า ไม่ได้เขียนเหน็บสื่อเก่า ทำนองว่า "เห็นมั๊ย ว่าเเล้ว สื่อเก่ามันเสื่อม" หรือสื่อเก่า ดีหรือเเย่กว่าสื่อใหม่สุดท้ายสื่อกระเเสหลัก ก็คือสื่อกระเเสหลัก สื่อนอกกระเเสบางกลุ่ม ที่ไม่อยากเป็นกระเเสหลักหรือกระเเสรอง ก็อยากเป็นสื่อที่ไม่ต้องถูกนับเข้าในกระเเสจะกระเเสหลัก หรือกระเเสใหม่ สุดท้าย บทความ ที่ถูก "รวบๆ" แสดงให้เห็นเเนวคิดว่าอะไรคือสื่อแน่ละ อันนี้ต้องถามฐานคิดของคนที่พูดว่า "สื่อ" ของท่านคืออะไร สื่อที่มิใช่สื่อในกระเเสเป็น "สื่อ" หรือไม่ ชาวบ้านทำสื่อ จะนับว่าชาวบ้าน มีหมวกหนึ่ง "สื่อ" หรือไม่ที่ต้องระวังสุดๆ คือบรรดาสื่อใส่หน้ากาก พากษ์เสียง "ชาวบ้าน" เน้นการมีส่วนร่วม แต่สะท้อนความคิด อุดมการณ์ ผลประโยชน์ของใครไม่รู้ |
| ------------------------------------------- And most important, have the courage to follow your heart and intuition. They somehow already know what you truly want to become. Everything else is secondary. | Steve Jobs 2005 Standford University Commencement Address |
| ------------------------------------------- And most important, have the courage to follow your heart and intuition. They somehow already know what you truly want to become. Everything else is secondary. | Steve Jobs 2005 Standford University Commencement Address |